Blog

/ /

เจาะลึกเทรนด์ Network & Security 2025-2026: จาก SASE สู่ AI-Native และ NaaS 2.0

ในโลกธุรกิจยุคดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว การวางรากฐานระบบเครือข่าย (Networking) และความปลอดภัย (Security) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ข้อมูลจาก Gartner คาดการณ์ว่าภายในปี 2025 องค์กรกว่า 80% จะเริ่มปรับใช้กลยุทธ์ SASE เพื่อรองรับการทำงานจากทุกที่และเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงแอปพลิเคชันอย่างสูงสุด

1. ทำความรู้จัก SASE และ SSE: หัวใจของการเชื่อมต่อยุคคลาวด์

SASE (Secure Access Service Edge) คือการหลอมรวมระหว่างระบบเครือข่ายและระบบความปลอดภัยเข้าด้วยกันบน Cloud-Native Framework โดยแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักคือ:

  • Networking (NaaS): การใช้เทคโนโลยี SD-WAN เพื่อจัดการโครงข่ายให้ยืดหยุ่น
  • Security (SECaaS): การใช้ SSE (Security Service Edge) เป็นฟันเฟืองหลักเพื่อปกป้องการเข้าถึง ซึ่งประกอบด้วย:
    • SWG: ป้องกันภัยคุกคามจากเว็บไซต์
    • CASB: ควบคุมความปลอดภัยในการใช้คลาวด์แอปพลิเคชัน
    • ZTNA: การตรวจสอบสิทธิ์แบบ Zero Trust ไม่ไว้วางใจใครล่วงหน้า
    • FWaaS: ไฟร์วอลล์ในรูปแบบบริการบนคลาวด์

2. AI & NaaS 2.0: จุดเปลี่ยนสำคัญสู่ปี 2026

ก้าวเข้าสู่ปี 2026 อุตสาหกรรมโทรคมนาคมกำลังถูกปฏิวัติด้วย AI-Native และโมเดล NaaS 2.0 ที่เน้นความฉลาดและการประหยัดพลังงาน:

  • เครือข่ายอัตโนมัติเต็มรูปแบบ: เปลี่ยนจากการทำงานตามกฎเดิมๆ สู่ระบบที่คิดและเรียนรู้ได้เอง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
  • Agentic AI: คาดการณ์ว่าการใช้ AI ในพอร์ตโฟลิโอจะช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการทำระบบอัตโนมัติได้กว่า 800 ล้านดอลลาร์
  • การประมวลผลที่ขอบเครือข่าย (Edge Computing): เน้นการฝังโมเดล AI ไว้ที่อุปกรณ์ปลายทาง เพื่อการตัดสินใจที่รวดเร็วและมีความหน่วงต่ำ (Low Latency)
  • Green Technology: AI ช่วยวิเคราะห์รูปแบบการใช้งานเพื่อปรับลดการใช้พลังงานได้สูงสุดถึง 35% โดยไม่ลดคุณภาพสัญญาณ

3. ความมั่นคงปลอดภัยระดับ “ควอนตัม” (Post-Quantum Cryptography)

องค์กรยุคใหม่ต้องเตรียมรับมือกับ “Q-Day” หรือวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถถอดรหัสแบบเดิมได้ เทรนด์ที่สำคัญคือ:

  • การลงทุนในอัลกอริทึมที่ทนทานต่อควอนตัม (PQC) เพื่อปกป้องข้อมูลที่มีมูลค่าสูงจากการถูกถอดรหัสในอนาคต

4. 3 ขั้นตอนการวางแผนนำ SASE ไปใช้งานจริง

เพื่อให้การเปลี่ยนผ่าน (Digital Transformation) ประสบความสำเร็จ องค์กรควรดำเนินตามแผนดังนี้:

  1. สร้างทีมทำงานร่วมกัน (Cross-functional Team): ต้องดึงทีม Networking และ Security มาทำงานร่วมกันเพื่อปิดช่องว่างในการตัดสินใจ
  2. กำหนดเป้าหมายและ Use Case: ระบุความต้องการให้ชัดเจน เช่น การย้ายจาก MPLS สู่ SD-WAN หรือการทำ Remote Access ที่ปลอดภัย
  3. สำรวจความต้องการด้าน Sites และ Users: ประเมินรูปแบบการเชื่อมต่อที่เหมาะสม:
    • สำนักงานใหญ่ (HQ): ใช้ Redundant Fiber พร้อม Local SLA
    • สาขาภูมิภาค: ใช้ผสมผสานระหว่าง Direct Internet และ Broadband
    • Home Office: เน้น Broadband แบบสำรอง (Redundant Broadband)

สรุปผลกระทบทางธุรกิจ

การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องความปลอดภัย แต่ยังเปลี่ยนโมเดลทางการเงินจาก CAPEX เป็น OPEX (จ่ายตามจริง) ผ่าน NaaS 2.0 ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานไอทีขององค์กรได้อย่างยั่งยืน

เรียบเรียงโดย: คณิศร วรันต์กุล

บทความน่าสนใจคลิกที่นี้: Homepage – ITBT Communication

อ่านเพิ่มเติม : https://www.cloudflare.com/learning/network-layer/network-as-a-service-naas