Blog

/ /

SASE & SSE (Security Convergence) คือ

นยุคที่การทำงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในออฟฟิศ (Hybrid Work) และแอปพลิเคชันส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่บนคลาวด์ ระบบรักษาความปลอดภัยแบบเดิมๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ SASE (Secure Access Service Edge) และ SSE (Security Service Edge) สองเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูป IT Infrastructure

ทำความเข้าใจความแตกต่าง: SASE vs SSE

หัวใจสำคัญของภาพรวมนี้คือการหลอมรวม (Convergence) ระหว่างสองโลกเข้าด้วยกัน:

1. SASE (Secure Access Service Edge)

SASE คือ Framework ที่รวมเอา ระบบเครือข่าย (Network) และ ความปลอดภัย (Security) เข้าด้วยกันบน Cloud-Native Platform

  • Networking (NaaS): เน้นไปที่ SD-WAN เพื่อการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพ
  • Security (SECaaS): เน้นไปที่ SSE เพื่อความปลอดภัยขั้นสูง
  • เป้าหมาย: เพื่อรองรับการทำงานจากทุกที่และเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงแอปพลิเคชัน โดย Gartner คาดการณ์ว่า 80% ขององค์กรจะปรับใช้กลยุทธ์นี้ภายในปี 2025 (เพิ่มขึ้นจากเพียง 20% ในปี 2021)
2. SSE (Security Service Edge)

SSE เปรียบเสมือน “ฟันเฟืองหลัก” ด้านความปลอดภัยของ SASE โดยเน้นการปกป้องการเข้าถึงโดยไม่ต้องจัดการเครือข่าย WAN ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ:

  • SWG (Secure Web Gateway): ปกป้องการใช้งานเว็บ
  • CASB (Cloud Access Security Broker): ควบคุมความปลอดภัยบนคลาวด์
  • ZTNA (Zero Trust Network Access): การตรวจสอบสิทธิ์แบบไม่ไว้วางใจใครล่วงหน้า
  • FWaaS (Firewall as a Service): ไฟร์วอลล์บนระบบคลาวด์

3 ขั้นตอนการวางแผนนำ SASE ไปใช้งานจริง

หากองค์กรของคุณต้องการเริ่มต้น นี่คือ Road Map ที่ควรทำตาม:

ขั้นตอนที่ 1: สร้างทีมทำงานร่วมกัน (Cross-functional Team)

ต้องดึงทีม Networking และทีม Security มาทำงานร่วมกันเพื่อลดช่องว่างในการตัดสินใจ เพราะ SASE คือการผสานสองศาสตร์นี้เข้าด้วยกัน

ขั้นตอนที่ 2: กำหนดเป้าหมายและ Use Case

ระบุความต้องการให้ชัดเจน เช่น:

  • การย้าย (Migrate) จากระบบ MPLS แบบเดิมไปสู่ SD-WAN
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงแบบ Remote Access ที่ปลอดภัยสำหรับพนักงาน Work from Home
ขั้นตอนที่ 3: สำรวจความต้องการด้าน Sites และ Users

ประเมินประเภทของสถานที่และรูปแบบการเชื่อมต่อ (Connectivity) ที่เหมาะสม:

  • สำนักงานใหญ่ (HQ): เน้นความเสถียรด้วย Redundant Fiber พร้อม Local SLA
  • สาขาภูมิภาค: ใช้การผสมผสานระหว่าง Direct Internet และ Broadband
  • Home Office: เน้นการใช้ Broadband แบบมีระบบสำรอง (Redundant Broadband)

สรุป

การเปลี่ยนผ่านสู่ SASE ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหารจัดการองค์กรให้ทันต่อโลกยุคคลาวด์ เพื่อความคล่องตัว (Agility) และความปลอดภัยสูงสุด

เรียบเรียงโดย: คณิศร วรันต์กุล

บทความน่าสนใจคลิกที่นี้: Homepage – ITBT Communication